การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน

  แนวคิด                 การสอนแบบโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน  เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของผู้เรียนอย่างลุ่มลึก  โดยผ่านกระบวนการหลักคือ กระบวนการแก้ปัญหา  ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง  จึงเป็นการเรียนรู้จากการได้มีประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้

 

ความหมาย          การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดประสบการณ์ให้แก่นักเรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง

 

วัตถุประสงค์        การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน
1. มีประสบการณ์โดยตรง
2. ได้ทำการทดลองและพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง
3. รู้จักการทำงานอย่างมีระบบ  มีขั้นตอน
4. ฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
5. ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา
6. ได้รู้จักวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา
7. ฝึกวิเคราะห์  และประเมินตนเอง

 

ประเภทของโครงงาน
1. โครงงานแบบสำรวจ
2. โครงงานแบบทดลอง
3. โครงงานสิ่งประดิษฐ์
4. โครงงานทฤษฎี

รูปแบบการจัดทำโครงงาน
1. ชื่อโครงงาน
2. คณะทำงาน
3. ที่ปรึกษา
4. แนวคิด / ที่มา / ความสำคัญ
5. วัตถุประสงค์ / จุดมุ่งหมาย
6. ขั้นตอนการดำเนินงาน / วิธีการศึกษา
7. แหล่ง / สถานศึกษา (ถ้ามี)

8. วัสดุ  อุปกรณ์
9. งบประมาณ
10. ระยะเวลาการดำเนินงาน
11. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

 

ขั้นตอนในการสอนทำโครงงาน      การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมี  4  ขั้นตอน คือ
1. กำหนดความมุ่งหมายและลักษณะโครงงานโดยตัวนักเรียนเอง
2. วางแผนหรือวางโครงงาน  นักเรียนต้องช่วยกันวางแผนว่าจะทำอะไร  ใช้วิธีการหรือกิจกรรมใด  จึงจะบรรลุจุดมุ่งหมาย
3. ขั้นดำเนินการ  ลงมือทำกิจกรรมหรือแก้ปัญหา
4. ประเมินผล  โดยประเมินว่ากิจกรรมหรือโครงงานนั้นบรรลุผลตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่  มีข้อบกพร่อง  และควรแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร

 

วิธีการทำโครงงาน
1. ประชุมปรึกษาหารือ  เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับหัวข้อของโครงงาน  จากสิ่งต่อไปนี้
– การสังเกต หรือตามที่สงสัย
– ความรู้ในวิชาต่าง ๆ
– จากปัญหาใกล้ตัว  หรือการเล่น
– คำบอกเล่าของผู้ใหญ่  หรือผู้รู้

2. เขียนหลักการ  เหตุผล  ที่มาของโครงงาน
3. ตั้งวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
4. กำหนดวิธีการศึกษา เช่น  การสำรวจ  การทดลอง  เป็นต้น
5. นำผลการศึกษามาอภิปรายกลุ่ม
6. สรุปผลการศึกษา   โดยการอภิปรายกลุ่ม
7. ปรับปรุงชื่อโครงงาน  ให้ครอบคลุม  น่าสนใจ

 

 

ที่มาhttp://portal.in.th/inno-cholticha/pages/297/

 

 

 

 

การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ

บูรณาการ  หมายถึง  การนำศาสตร์หรือความรู้วิชาต่าง ๆ  ที่สัมพันธ์กันนำมาเข้าด้วยกันหรือผสมผสานได้อย่างกลมกลืน  เพื่อนำมาจัดเป็นการเรียนการสอนภายใต้หัวข้อเดียวกัน  เชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยมีการเน้นองค์รวมของเนื้อหามากกว่าองค์ความรู้ของแต่ละรายวิชา  และเน้นการสร้างความรู้ของผู้เรียนที่มากกว่า  การให้เนื้อหาโดยครูเป็นผู้กำหนด

ลักษณะสำคัญของการสอนแบบบูรณาการ
1.เป็นการบูรณาการระหว่างความรู้  กระบวนการ  และการปฏิบัติ
2.เป็นการบูรณาการระหว่างวิชาได้อย่างกลมกลืน
3.เป็นการบูรณาการระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริง
4.เป็นการบูรณาการเพื่อจัดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาต่างๆ  
5.เป็นการบูรณาการให้เกิดความสัมพันธ์กันระหว่างความคิดรวบยอดของวิชาต่างๆ  เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย

การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
             การจัดการเรียนการสอนในการเขียนแผนการสอนของครูผู้สอนแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  (การเขียนแผนแบบบูรณาการมีมากกว่านี้  ตามความเหมาะสม)  ดังนี้
(1)การบูรณาการภายในวิชา  มีจุดเน้นอยู่ภายในวิชาเดียวกันอาจนำวิชาต่างๆ  ที่สัมพันธ์กันมาบูรณาการกันเองของวิชานั้นและไม่แยกหรือขยายไปกับวิชาอื่น
(2)การบูรณาการระหว่างวิชา  มีจุดเน้นอยู่ที่การนำวิชาอื่นเข้าเชื่อมโยงด้วยกัน  ตั้งแต่  2  วิชาขึ้นไป  โดยภายใต้หัวข้อเดียวกันว่าวิชาใดที่สามารถนำเข้ามาบูรณาการด้วยกันได้  ไม่จำเป็นว่าต้องทุกวิชา  หรือทุกกลุ่มประสบการณ์เข้าด้วยกัน  หรืออาจครบทุกวิชาหรือทุกกลุ่มประสบการณ์ก็ได้

การวางแผนการจัดทำแผนแบบบูรณาการ
              การจัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการ  เป็นการนำวิชาหรือสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ  ที่มีความสัมพันธ์กันมาเชื่อมโยงกัน  ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างหัวข้อเรื่องที่มีความสอดคล้องกับวิชานั้น ๆ  เข้าด้วยกัน  ผู้สอนต้องคำนึงสิ่งต่อไปนี้
1.การเลือกหัวเรื่อง  จากประเด็นต่างๆ  ที่ต้องการเรียน  เช่น  ประเด็กแนวคิด  ประเด็นของเนื้อหา  เมื่อได้แล้วนำจุดประสงค์ของแต่ละรายวิชา  ที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียน  เข้ามาสร้างเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
2.การนำจุดประสงค์ของรายวิชาต่างๆ  ที่สัมพันธ์กันมาสร้างเป็นหัวข้อเรื่องและนำมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ

ประโยชน์ของการบูรณาการ
1.เป็นการนำวิชาหรือศาสตร์ต่างๆ  เชื่อมโยงกันภายใต้หัวข้อเดียวกัน
2.ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนที่ลึกซึ้ง  และมีลักษณะใกล้เคียงกับชีวิตจริง  
3.ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้  ความเข้าใจ  ในลักษณะองค์รวม
4.ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้  ความเข้าใจ  จากสิ่งต่างๆ  ที่มีอยู่รอบตัว
5.เป็นแนวทางที่ช่วยให้ครูได้ทำงานร่วมกัน  หรือประสานงานร่วมกันอย่างมีความสุข
6.ส่งเสริม  สนับสนุนให้ครูได้คิดวิธีการหรือนำเทคนิคใหม่ๆ  มาใช้

ทำอย่างไรจึงจะจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
1.ครูมีความเชื่อมั่นและเข้าใจตรงกันในเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2.ครูได้วางแผน  ได้คิดกระบวนการเรียนรู้และมีการประเมินผลร่วมกัน
3.ต้องยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ให้ผู้เรียนสามารถค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองและได้ลงมือปฏิบัติจริง
4.เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการนำวิชาต่างๆ  เชื่อมโยงกันมากกว่าที่จะเกิดจากเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งเท่านั้น
5.มีการนำข้อมูล  ทรัพยากรท้องถิ่น  และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการ  ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ

จะรู้ได้อย่างไรว่าได้มีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
เราจะทราบได้อย่างไรว่ามีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการแล้วหรือยังโดยดูได้จากหัวข้อต่อไปนี้
1.ผู้เรียนมีโอกาสได้เลือกเรียนตามความถนัด  ความสนใจของตนเอง
2.มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย  กว้างขวางตามความพร้อมของผู้เรียน
3.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด  ได้ทำ  ได้แก้ปัญหา  ได้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง  และผู้เรียนลงมือปฏิบัติเองโดยมีครูผู้สอนเป็นเพียงให้คำแนะนำ  ให้คำปรึกษา
4.มีการเชื่อมโยงเนื้อหาในวิชาเดียวกัน  หรือต่างวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้
5.มีการยืดหยุ่นเวลาเรียนได้ตามสถานการณ์
6.มีการเชื่อมโยงสาระสำคัญหรือความคิดรวบยอดต่างๆ  อย่างมีความหมาย
7.มีการใช้แหล่งความรู้  หรือแหล่งการเรียนได้อย่างหลากหลาย  เช่น  ห้องสมุด  ห้องปฏิบัติการทางภาษา  ห้องวิทยาศาสตร์  ชุมชน  ฯลฯ  อย่างสัมพันธ์กันตามสภาพที่แท้จริงหรือตามความเป็นจริง
8.มีการประเมินตามสภาพที่แท้จริง
9.ผู้เรียนได้ร่วมสะท้อนความคิดหรือสรุปความรู้โดยอิสระ
10.ผู้เรียนมีวิจารณญาณในการคิดแก้ปัญหา  และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=22.0
ที่มา

วีธีเรียนแบบทางไกล

 

 

วิธีเรียนแบบทางไกล

การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มี  3  รูปแบบ  คื

                       1.  การศึกษาวิธีเรียนพบกลุ่ม  เน้นหนักการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก  มีการพบกลุ่มเพื่อนำสิ่งที่ได้ไปศึกษาค้นคว้า  แล้วมานำเสนอ อภิปราย และสรุปร่วมกันในลักษณะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

                                2.  การศึกษาวิธีเรียนทางไกล  เป็นวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง  โดยผ่านสื่อการศึกษาทางไกล  ได้แก่  ชุดการเรียนทางไกล  CD  VCD  รายการทางวิทยุและโทรทัศน์  Internet   เป็นต้น

                                3.  การประเมินเทียบระดับการศึกษา  เป็นการประเมินจากความรู้  ทักษะ  ผลงาน  ประสบการณ์จากแฟ้มสะสมผลงาน  โครงงาน  การสอบ  ปฏิบัติ  สัมภาษณ์  และทำกิจกรรมเข้าค่ายหรือกิจกรรม กพช. (กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต)

 

การศึกษานอกโรงเรียนขั้นพื้นฐาน วิธีเรียนทางไกล

กศน.เขตบางกอกน้อย สำนักงาน กศน.กทม.

 

โดย  อ.สุดารัตน์  เรืองรัตน์

 

                การศึกษานอกโรงเรียนขั้นพื้นฐาน วิธีเรียนทางไกล  เป็นการจัดการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน   ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544    ของกระทรวงศึกษาธิการ    

วิธีเรียนทางไกล  เป็นการเรียนรู้โดยผ่านสื่อการศึกษาทางไกล  ได้แก่  ชุดการเรียนทางไกล  วิทยุ  โทรทัศน์  เป็นต้น   โดยนักศึกษาจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง  มีอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาในการเรียน   มีการสอนเสริมในหมวดวิชาที่ยาก  มีการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.)  และสอบวัดผลการเรียนปลายภาคเรียน

 

ระดับที่เปิดสอน

            1)  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  (เทียบได้กับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3)

            2)  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  (เทียบได้กับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6)

 

หลักสูตร 

โครงสร้างหลักสูตรทุกระดับ  แบ่งเป็น 2 กลุ่ม  คือ                

            1)  กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน  จำนวน  4  หมวดวิชา  ประกอบด้วย     

                     –  หมวดวิชาภาษาไทย

                     –  หมวดวิชาคณิตศาสตร์

                     –  หมวดวิชาวิทยาศาสตร์

                     –  หมวดวิชาภาษาต่างประเทศ  (ภาษาอังกฤษ)

          2)  กลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์  จำนวน  4  หมวดวิชา  ประกอบด้วย        

                     –  หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน   ประกอบด้วยวิชาศาสนา  ศีลธรรม  จริยธรรม  

                        หน้าที่พลเมืองและการดำเนินชีวิตในสังคม  เศรษฐศาสตร์  ประวัติศาสตร์  และ

                        ภูมิศาสตร์

                     –  หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 1   ประกอบด้วยวิชาพลศึกษา  และสุขศึกษา 

                     –  หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 2  ประกอบด้วยวิชาศิลปะ  ดนตรี  และนาฏศิลป์  

                     –  หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ   ประกอบด้วยวิชาอาชีพและเทคโนโลยี

 

       สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องเลือกลงทะเบียนเรียนหมวดวิชาเพิ่มเติม  เพื่อที่จะใช้สอบตามคณะหรือสาขาวิชากำหนดด้วย   ได้แก่ 

          ภาษาไทยเพิ่มเติม                       

          คณิตศาสตร์เพิ่มเติม 

          วิทยาศาสตร์เพิ่มเติม 

          ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม

 

ระยะเวลาในการเรียน

            1.  ใช้เวลาเรียน 4 ภาคเรียน  หรือ 2 ปี  โดยลงทะเบียนเรียน ภาคเรียนละ 2 หมวดวิชา

            2.  ใช้เวลาเรียนน้อยกว่า 4 ภาคเรียน หรือ 2 ปี  โดยมีการเทียบโอนผลการเรียน

            3.  ใช้เวลาเรียนมากกว่า 4 ภาคเรียน หรือ 2 ปี  โดยลงทะเบียนน้อยกว่า ภาคเรียนละ 2 หมวดวิชา  

                   หรือสอบไม่ผ่านบางหมวดวิชา ต้องเรียนใหม่

 

การลงทะเบียนเรียน

1.  การลงทะเบียนเรียนปกติ ได้ 2 หมวดวิชา  คือ

–  หมวดวิชาพื้นฐาน 1 หมวดวิชา

      –  หมวดวิชาประสบการณ์ 1 หมวดวิชา

2.  การลงทะเบียนเรียนเพิ่ม  ได้ 1 หมวดวิชา  ในกรณี…

                –  หมวดวิชาที่สอบไม่ผ่าน                                                                                              

–  หมวดวิชาเพิ่มเติม  (เฉพาะมัธยมศึกษาตอนปลาย)

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1.  สัญชาติไทย

            2.  พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ  หรืออายุ 16 ปี ขึ้นไป

            3.  ไม่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาในระบบโรงเรียนหรือนอกระบบโรงเรียน

 

หลักฐานการสมัคร

            1. ใบสมัครเป็นนักศึกษา 

            2. หลักฐานการศึกษา ฉบับจริงและสำเนา 2 ฉบับ  (ใบ รบ.หรือใบประกาศนียบัตร)

       3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  1 ฉบับ

       4. สำเนาทะเบียนบ้าน  1 ฉบับ      

            5. รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป   (เสื้อมีปก ถ่ายหน้าตรงไม่สวมแว่นตาและหมวก)

            6. ใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล  1 ฉบับ  (กรณีชื่อ/นามสกุลไม่ตรงกับหลักฐานการศึกษา)

 

ค่าใช้จ่ายในการเรียน

          ไม่ต้องเสียค่าสมัครและลงทะเบียนเรียน  (เรียนฟรี)         

    

วันรับสมัครเรียน

            ภาคเรียนที่ 1  วันที่ 1 – 30 เมษายน

            ภาคเรียนที่ 2  วันที่ 1 – 31  ตุลาคม

 

                 วันเปิดภาคเรียน

            ภาคเรียนที่ 1   วันที่  16 พฤษภาคม       

          ภาคเรียนที่ 2   วันที่  1 พฤศจิกายน

 

วิธีเรียนทางไกล

            1.  เรียนด้วยตนเอง   

           –  ชุดการเรียนทางไกล  และสื่ออื่น ๆ  รายการวิทยุ-โทรทัศน์  CD  VCD  ฯลฯ

                 –  ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา

            2.  เข้าร่วมกิจกรรมเสริมการเรียนรู้  

                 –  การสอนเสริม (หมวดวิชาที่กำหนด)

                 –  กิจกรรมอื่น ๆ ที่สถานศึกษากำหนด

         3.  การทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต   (ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง)

                 –  กิจกรรมระหว่างเรียน  ไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง 

                 –  การสัมมนาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตก่อนจบหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง

         4.  เข้าร่วมสัมมนาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตก่อนจบหลักสูตร

                 –  ประเมิน กพช.  (ไม่น้อยกว่า  20 ชั่วโมง)

                 –  ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

                 –  ประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

         5.  เข้าสอบวัดผลการเรียน

                 –  สอบปลายภาคเรียน

                 –  สอบซ่อม  (ได้ 1 ครั้ง  กรณีที่สอบปลายภาคเรียนไม่ผ่าน) 

 

การประเมินผลการเรียน

             1.  ประเมินผลการสอบปลายภาคเรียน

                 –  สอบได้คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป  ได้เกรด 1 – 4  เท่ากับ  ผ่าน

                 –  สอบได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50  ได้เกรด 0  เท่ากับ ไม่ผ่าน  มีสิทธิสอบซ่อม

              2.  ประเมินผลการสอบซ่อม

                 –  สอบได้คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป  ได้เกรด 1 เท่ากับ  ผ่าน

                 –  สอบได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50  ได้เกรด 0  เท่ากับ ไม่ผ่าน

                 ผู้ไม่เข้าสอบปลายภาค  ไม่มีสิทธิสอบซ่อม

 

การสอบปลายภาคเรียน  

            ภาคเรียนที่ 1  

              สอบปลายภาคเรียน เดือนกันยายน

              สอบซ่อม เดือนตุลาคม

            ภาคเรียนที่ 2  

              สอบปลายภาคเรียน เดือนกุมภาพันธ์

              สอบซ่อม เดือนมีนาคม

            (สอบในวันเสาร์และวันอาทิตย์)

            (ทั้งนี้กำหนดการดังกล่าว สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่สถานศึกษากำหนด)

 

เกณฑ์การจบหลักสูตร

             1. ผ่านหมวดวิชาตามโครงสร้างหลักสูตร 8 หมวดวิชา

             2. ผ่านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) ไม่น้อยกว่า 100 ชม.

             3. ผ่านการเข้าร่วมสัมมนาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

             4. ผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

             5. ผ่านการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

 

กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) 

             1.  กิจกรรมในระหว่างภาคเรียน  (ไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง)  แบ่งเป็น

                 1.1  กิจกรรมพัฒนาตนเองและครอบครัว (ไม่เกิน 60 ชั่วโมง)  เช่น  การอบรมหรือการเรียน 

                         คอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ  ฯลฯ  ซึ่งมีวุฒิบัตร เกียรติบัตร  หรือหนังสือรับรอง

1.2  กิจกรรมพัฒนาสังคมและชุมชน (ไม่เกิน 60 ชั่วโมง)   ได้แก่ 

–  การทำกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา  ศิลปวัฒนธรรม  และประเพณี 

–  กิจกรรมพัฒนาชุมชน  สังคม  และสิ่งแวดล้อม

–  กิจกรรมสนับสนุนงานการศึกษานอกโรงเรียน

นักศึกษาจะต้องทำกิจกรรม 2 ประเภท  รวมกันไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง

 

            2.  การสัมมนาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตก่อนจบหลักสูตร  (3 วัน 2 คืน)  มีการทำกิจกรรม

                   พัฒนาคุณภาพชีวิตในระหว่างการสัมมนาฯ   (20 ชั่วโมง)

         นักศึกษาคนใดไม่ทำกิจกรรม กพช. หรือทำไม่ครบทั้ง 2 ประเภท ไม่สามารถจบหลักสูตร

 

การสัมมนาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตก่อนจบหลักสูตร

            1.  นักศึกษาทุกคนต้องเข้าลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฯ ในภาคเรียนสุดท้ายในแต่ละระดับ

            2.  นักศึกษาคนใดไม่ลงทะเบียน และผ่านการสัมมนาฯ จะไม่สามารถจบหลักสูตร

            3.  นักศึกษาจะต้องเสียเงินค่าลงทะเบียนสัมมนาฯ

            4.  เวลาในการสัมมนาฯ  3 วัน 2 คืน

            5.  สถานที่สัมมนาฯ   สถานศึกษาจะเป็นผู้กำหนด

 

การเทียบโอนผลการเรียน

         1.   วิธีการเทียบโอนผลการเรียน

                   –  เทียบโอนผลการเรียนจากสถานศึกษาอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

                   –  เทียบโอนผลการเรียนจากการประเมินความรู้และประสบการณ์หมวดวิชาต่าง ๆ

 

         2.  หลักฐานที่นำมาขอเทียบโอนผลการเรียน

                 –  ใบระเบียนแสดงผลการเรียนหลักสูตรในประเทศ และหลักสูตรต่างประเทศ

                 –  หลักฐานการศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศ

                 –  สมุดประจำตัวทหารกองหนุน หรือหนังสือรับรองการปลดประจำการจากบังคับหน่วยทหาร            

                 –  บัตรประจำตัวอาสาสมัครสาธารณสุข หรือหนังสือรับรอง (ในกรณีที่เคยเป็น อสม.)

                 –  หลักฐานที่แสดงว่าเป็น หรือเคยเป็นผู้นำท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น    

                 –  วุฒิบัตรแสดงผลการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทางด้านช่างอุตสาหกรรม 

                    พร้อมหลักฐานคะแนนผลการประเมินจากการทดสอบ

 

ที่มา     http://www.korsornor1.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=411776

มูลนิธิทางไกลผ่านดาวเทียม

 

 

โรงเรียนวังไกลกังวล ต้นแบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (พ.ย.50)

 โรงเรียน วังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงเรียนที่มีสื่อทางไกลผ่านดาวเทียมที่เป็นสื่อสอน เด็กนักเรียนที่ดีแห่งหนึ่งของโลก กระทั่งงานแสดงอุปกรณ์การเรียนการสอน และงานสัมมนาระดับนานาชาติด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลกอย่าง “เวิลด์ไดแด็ค เอเชีย 2007” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 พ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังต้องเชิญ ขวัญแก้ว วัชโรทัย ในฐานะรองเลขาธิการพระราชวัง และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม มาเล่าให้เหล่าสมาชิกและผู้สนใจฟัง
12 ปี ของการเปิดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนวังไกลกังวล

ปัจจุบันได้กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและจัดการกับความขาด แคลนทางบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นโครงการเดียวในโลกที่สามารถถ่ายทอดหลักสูตรครบในระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานผ่านดาวเทียมไปยังกว่า 3 พันโรงเรียนทั่วประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านอีก 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม

69 ปี โรงเรียนวังไกลกังวล

หากนับแล้วโรงเรียนวังไกลกังวลเปิดมานานกว่า 69 ปีแล้ว อยู่ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล มีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481 เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ซึ่งมีจำนวนมากที่ไม่มีสถานที่เล่าเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอาคารที่พักกองรักษาการณ์วังไกลกังวลให้เป็นอาคารเรียนแทนอาคาร ไม้เก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมาก อาณาบริเวณมีเนื้อที่ 14 ไร่ ต่อมาสร้างอาคารเรียนเพิ่มอีก ในปี พ.ศ.2522 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงการบริหารโรงเรียนวังไกลกังวลจากการบริหารโดยมีครูใหญ่เป็น ผู้บริหารด้านวิชาการหัวหน้าแผนกวังไกลกังวล

ในปี พ.ศ.2527 คณะกรรมการบริหารโรงเรียน ร่วมกับ กรมอาชีวศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ สร้างอาคารเรียนสารพัดช่างไกลกังวล เพื่อสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช่างฝีมือ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิชาที่เปิดสอนจะคำนึงถึงอาชีพของท้องถิ่นเป็นสำคัญ มีจำนวนถึง 17 แผนกวิชา อันเป็นการสนองโครงการตามพระราชดำริเกี่ยวกับศิลปาชีพพิเศษด้วย

ปัจจุบัน โรงเรียนวังไกลกังวลได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นโรงเรียนวังไกลกังวล ขนาดใหญ่ สอนระดับอนุบาล ระดับประถม และระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย แบ่งเป็นเด็กชั้นอนุบาลและชั้นประถม ประมาณ 1 พันคน อาคารเรียนตั้งอยู่ทิศตะวันตกของถนนเพชรเกษม ส่วนมัธยมต้นและปลาย อาคารเรียนตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของถนนเพชรเกษม มีนักเรียนประมาณ 1.3 พันคน รวมนักเรียน 2.3 พันคน ส่วนโรงเรียนอาชีวะวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล อาคารเรียนอยู่ด้านทิศตะวันออกของถนนเพชรเกษม มีการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ถึง ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง มีนักเรียนประมาณ 1.7 พันคน

เด็กนักเรียน นอกจากเป็นลูกหลานของข้าราชการและข้าราชบริพารแล้ว ยังเป็นเด็กในพื้นที่ อ.หัวหิน ชะอำ และปราณบุรี หลักเกณฑ์การคัดเลือกเด็กเข้ามาเรียนไม่มีการสอบ แต่ใช้วิธีจับสลากจากผู้ปกครองที่มีความประสงค์ ในโรงเรียนแห่งนี้ เด็กจากทุกครอบครัวสามารถเรียนร่วมกัน รู้จักการปรับตัว มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

12 ปี การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

จากโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนแบบปกติ เมื่อปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ปี 2538 ขวัญแก้ว วัชโรทัย ในฐานะรองเลขาธิการพระราชวัง และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เสนอให้กรมสามัญศึกษาจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อช่วยเหลือนักเรียนตามถิ่นทุรกันดาร และโรงเรียนที่มีครูไม่ครบทุกกระบวนวิชา อีกทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อการเสริมสร้างยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎร

ระบบ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมจึงเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการทำให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบทห่างไกลแล้ว ยังใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย ได้ติดตั้งสถานีส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม เพื่อออกอากาศการเรียนการสอนและรายการทางการศึกษา ณ โรงเรียนวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ทดลองออกอากาศตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. 2538 เป็นต้นมา ดำเนินการออกอากาศรายการสอนระดับมัธยมศึกษาสายสามัญ ตลอดจนรายการทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และติดตั้งสถานีรับสัญญาณในโรงเรียนมัธยมศึกษา ในปีการศึกษา 2538 จำนวนไม่ต่ำกว่า 100 โรงเรียน และขยายสถานีรับในส่วนของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ปีละ 800 แห่ง จนครบ 2.5 พันโรงเรียน ในสิ้นปี 2544

ขวัญแก้ว วัชโรทัย ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เห็นความเรียบง่ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้พระบรมราโชบายให้ เด็กมีความสะอาดกายใจ ทำความดี ช่วยเหลือตัวเอง อยู่บ้านทำความสะอาดบ้านเรือน ทำความสะอาดห้องเรียน มีระเบียบวินัย นักเรียนโตขึ้นก็จะมีระเบียบวินัย มีการปลูกผัก ปลูกเป็นอุทยานดอกไม้ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และมีชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เสียงของศิษย์เก่าโรงเรียนวังไกลกังวล

“ถ้ามีใครถามว่า มาจากไหน ให้บอกเขาไปว่า มาจากโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ ที่ชื่อวังไกลกังวล” คติประจำใจของเด็กนักเรียนวังไกลกังวลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับ สั่งต่อเด็กนักเรียนของพระองค์

ภัทธรินทร์ ศิริรัตน์ ทำงานในตำแหน่งเลขานุการ รองประธานฝ่ายฝึกอบรม มูลนิธิวังไกลกังวล ซึ่งเธอก็เป็นอดีตศิษย์เก่าที่เข้าเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 (พ.ศ. 2535) ถึงมัธยมปีที่ 6 ปัจจุบัน ภัทธรินทร์ กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก คณะบริหารด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หลัง จากศึกษาจบระดับปริญญาโทและปริญญาตรี ด้านประถมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เธอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการศึกษามา โดยตลอด เธอเล่าเกี่ยวกับความซาบซึ้งที่ได้เรียนที่โรงเรียนของในหลวง ว่า ทุกปีสมัยก่อน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานมาที่วังไกลกังวล หัวหิน เด็กๆ นักเรียนทุกคนจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“วันนั้นจำได้ว่าคุณครูให้เข้าแถวเพื่อเฝ้าฯ รอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นแดดร้อนมาก รอสักพักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ มาทักทายอาจารย์ใหญ่ ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ตัวเองพอดี เวลานั้นไม่มีคำบรรยาย เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรกายสูงสง่ามาก รู้สึกตื้นตันใจมาก

ดิฉันถือเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ได้เรียนระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชบายว่า ถ้าโรงเรียนวังฯ เป็นโรงเรียนของพระองค์ โรงเรียนอื่นก็เป็นโรงเรียนของพระองค์เช่นกัน การที่หน่วยงานต่างๆ อยากช่วยโรงเรียนของในหลวง เหมือนกับได้ช่วยเหลือเด็กๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศได้ด้วย

อยาก บอกว่าที่มีวันนี้ได้ สื่อการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความรู้ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าคือคุณครูที่ต้องทำงานหนักมาก เพราะคุณครูต้องทำสื่อการสอน ต้องตรวจเทปที่ออกอากาศ ถ้าผิดต้องแก้ รู้สึกรักคุณครูเพราะท่านเป็นผู้หล่อหลอมเด็กๆ ให้มีความรู้ ดีใจที่ได้เรียนโรงเรียนนี้ และได้กลับมาช่วยโรงเรียนอีก”

ที่มา         http://www.childmedia.net/node/256

การเรียนการสอนผ่านสื่อ

 

 

 

 

สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอน

สื่อการสอนไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใด รูปแบบใดก็ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด และทักษะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร การใช้สื่อการสอนในรูปแบบที่เหมาะสมจึงมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะสื่อจะช่วยให้การรับรู้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อและวิธีการเสนอสื่อนั้นๆ ด้วย สื่อธรรมดาที่สุด เช่น ชอล์กและกระดานดำหรือไวท์บอร์ด หากมีการออกแบบการใช้ที่ดีก็อาจมีประสิทธิภาพในการสื่อความหมายมากกว่าการใช้สื่อที่ซับซ้อน และมีราคาแพงกว่าก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม สื่อแต่ละประเภทย่อมมีข้อดีและข้อจำกัดในตัวเอง
สื่อมัลติมีเดียก็เช่นเดียวกับสื่ออื่น คือ มีทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบ ข้อได้เปรียบที่เห็นชัดเจนคือ ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถประมวลข้อมูล นำเสนอข้อมูล ภาพ เสียง และข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพดังกล่าวนี้เมื่อผนวกเข้ากับการออกแบบโปรแกรมที่ดี ย่อมส่งผลดีต่อการเรียนการสอน ข้อเสียเปรียบของสื่อมัลติมีเดียก็มีอยู่ไม่น้อย ประการสำคัญคงเป็นราคาของคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นก็เป็นความซับซ้อนของระบบการทำงานซึ่งเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ นับว่าคอมพิวเตอร์เป็นสื่อที่มีความยุ่งยากในการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ได้ลดลงตามลำดับ บริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้การใช้คอมพิวเตอร์มีความง่ายสำหรับคนทุกคนทุกอาชีพ
การติดต่อกับผู้ใช้ด้วยกราฟิก (Graphical User Interface หรือ GUI) ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น ความง่ายต่อการใช้และประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์นี้เอง ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน เริ่มจากโรงเรียนที่มีความพร้อม แล้วขยายวงออกไป จนปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่โรงเรียนทุกแห่งควรจะต้องมี คำถามที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มค่าของการลงทุนยังคงมีอยู่ตลอดเวลา คำตอบที่ชัดเจนคงมีเพียงคำตอบเดียวคือ หากเราใช้เทคโนโลยีอย่างนี้อย่างคุ้มค่าก็เป็นสิ่งที่น่าลงทุน
เมื่อกล่าวถึงความคุ้มค่าของการใช้คอมพิวเตอร์ คนส่วนใหญ่จะคิดว่า ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่นั้นจะนำมาใช้งานอะไรได้บ้าง ตรงกับความต้องการหรือไม่ เพียงพอหรือไม่ ความคุ้มค่าอยู่ที่เราได้อะไรจากการใช้คอมพิวเตอร์ ในโรงเรียนนอกจากงานด้านบริหารจัดการแล้ว ความคุ้มค่าของการใช้คอมพิวเตอร์อยู่ที่คุณภาพและปริมาณของสื่อมัลติมีเดีย และแผนการใช้เพื่อการเรียนการสอนอีกด้วย
สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนนั้น คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบเพื่อใช้ในการเรียนการสอน โดยผู้ออกแบบหรือกลุ่มผู้ผลิตโปรแกรมได้บูรณาการเอาข้อมูลรูปแบบต่างๆ เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง วีดิทัศน์ และข้อความ เข้าไปเป็นองค์ประกอบเพื่อการสื่อสารและการให้ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง การออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษานี้ มีข้อแตกต่างจากสื่อมัลติมีเดียที่ใช้เพื่อการนำเสนอข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์อยู่หลายด้าน บทบาทของสื่อมัลติมีเดียทั้ง 2 ลักษณะจึงมีดังนี้

สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอน มีจุดประสงค์หลักๆ ดังนี้
– เป้าหมายคือ การสอน อาจใช้ช่วยในการสอนหรือสอนเสริมก็ได้
– ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเอง หรือเรียนเป็นกลุ่มย่อย 2-3 คน
– มีวัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุเฉพาะ โดยครอบคลุมทักษะความรู้ ความจำ ความเข้าใจ และเจตคติ ส่วนจะเน้นอย่างใดมากน้อย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และโครงสร้างของเนื้อหา
– เป็นลักษณะการสื่อสารแบบสองทาง
– ใช้เพื่อการเรียนการสอน แต่ไม่จำกัดว่าต้องอยู่ในระบบโรงเรียนเท่านั้น
– ระบบคอมพิวเตอร์สื่อมัลติมีเดียเป็นชุดของฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการส่งและรับข้อมูล
– รูปแบบการสอนจะเน้นการออกแบบการสอน การมีปฏิสัมพันธ์ การตรวจสอบความรู้โดยประยุกต์ทฤษฎีจิตวิทยา และทฤษฎีการเรียนรู้เป็นหลัก
– โปรแกรมได้รับการออกแบบให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมการเรียนทั้งหมด
– การตรวจสอบประสิทธิภาพของสื่อ นับเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องกระทำ

สื่อมัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอข้อมูล มีจุดประสงค์หลักๆ ดังนี้
– เป้าหมายคือ การนำเสนอข้อมูลเพื่อประกอบการคิด การตัดสินใจ ใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพ
– ผู้รับข้อมูลอาจเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย จนถึงกลุ่มใหญ่
– มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อเน้นความรู้และทัศนคติ
– เป็นลักษณะการสื่อสารแบบทางเดียว
– ใช้มากในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์งานด้านธุรกิจ
– อาจต้องใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ เพื่อเสนอข้อมูลที่มีความซับซ้อน หรือเพื่อต้องการให้ผู้ชมได้ชื่นชม และคล้อยตาม
– เน้นโครงสร้างและรูปแบบการให้ข้อมูลเป็นต้น ไม่ตรวจสอบความรู้ของผู้รับข้อมูล
– โปรแกรมส่วนมากจะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือผู้นำเสนอ
สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนนับเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่นักการศึกษาให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง พัฒนาการของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนในประเทศตะวันตก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา มีความรุดหน้าอย่างเด่นชัด ยิ่งเมื่อมองภาพการใช้งานร่วมกับระบบเครือข่ายด้วยแล้ว บทบาทของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนจะยิ่งโดดเด่นไปอีกนานอย่างไร้ขอบเขต รูปแบบต่างๆ ของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนได้รับการพัฒนาขึ้นตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งเมื่อกล่าวถึงสื่อมัลติมีเดีย ทุกคนจะมองภาพตรงกัน คือ การผสมผสานสื่อหลากหลายรูปแบบเพื่อนำเสนอผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนได้รับการบันทึกไว้บนแผ่นซีดีรอมและเรียกบทเรียนลักษณะนี้ว่า CAI เมื่อกล่าวถึง CAI จึงหมายถึงสื่อมัลติมีเดียที่นำเสนอบทเรียนโดยมีภาพ และเสียงเป็นองค์ประกอบหลัก โดยภาพและเสียงเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือวีดิทัศน์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบบทเรียน ส่วนเสียงนั้นจะมีทั้งเสียงจริง เสียงบรรยาย และอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยทั้งหมดนี้จะถ่ายทอดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งต่อเป็นระบบเครือข่ายหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
เมื่อเทคโนโลยีเครือข่ายมีความก้าวหน้ามากขึ้น การเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายก็ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน เครือข่ายใยแมงมุมโลกหรือที่เรียกทั่วไปว่า เว็บ (Web) ได้รับการพัฒนาและการตอบสนองจากผู้ใช้อย่างรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เว็บกลายเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจ ซึ่งรวมทั้งธุรกิจด้านการศึกษาด้วย โดยเฉพาะด้านการศึกษานั้น เว็บได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกหนทุกแห่งในโลกมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในเว็บได้ใกล้เคียงกัน
การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) ได้รับความสนใจจากนักการศึกษาเป็นอย่างมาก ในช่วง ค.ศ. 1995 ถึงปัจจุบัน งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบการเรียนการสอนทั้งระบบการสอน และการออกแบบบทเรียนได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการพัฒนาโปรแกรมสร้างบทเรียนหรืองานด้านมัลติมีเดียเพื่อสนับสนุนการสร้างบทเรียนบนเว็บมีความก้าวหน้ามากขึ้น โปรแกรมสนับสนุนการสร้างงานเหล่านี้ล้วนมีคุณภาพสูง ใช้งานง่าย เช่น โปรแกรม Microsoft FrontPage โปรแกรม Dream Weaver โปรแกรม Macromedia Director โปรแกรม Macromedia Flash และโปรแกรม Firework นอกจากโปรแกรมดังกล่าวแล้ว โปรแกรมช่วยสร้างสื่อมัลติมีเดียอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในการนำมาสร้างบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอน เช่น Macromedia Authorware และ ToolBook ก็ได้รับการพัฒนาให้สามารถใช้งานบนเว็บได้ การเปลี่ยนแปลงรวมทั้งบทบาทของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการจัดรูปแบบการเรียนการสอนนี้เอง ที่ทำให้การเรียนการสอนทางไกลการฝึกอบรมทางไกล รวมทั้งการเรียนการสอนในลักษณะของการอภิปรายโต้ตอบทั้งกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย ซึ่งทำได้ยากและต้องเสียค่าใช้จ่ายมากจะเป็นเรื่องที่ไม่แปลกใหม่ในอนาคต

ที่มา     http://learning.pitlokcenter.com/captivate/train-media_forlearning.htm

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา


  ที่มา

http://information-tachnology-u1.blogspot.com/2011/01/9.html

เทคโนโลยีสารสนเทศ

ความหมาย ความสำคัญ ความเป็นมา

ความหมาย

เพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เราคงจะต้องทำความเข้าใจกับคำต่างๆ ที่ประกอบเป็นคำนี้ อันได้แก่ เทคโนโลยี สาร และสนเทศ
เทคโนโลยีมีความหมายถึง การประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่องานปฏิบัติทั้งหลาย เพื่อให้งานนั้นมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
สารสนเทศ อ่านว่า สาระ-สน-เทศสาร หรือ สาระ เป็นคำประกอบหน้าคำ แปลว่า สำคัญ สนเทศ หมายถึง คำสั่ง ข่าวสาร ใบบอก
สารสนเทศ จึงหมายถึงข่าวสารที่สำคัญ เป็นระบบข่าวสารที่กำหนดขึ้น และจัดทำขึ้นภายในองค์การต่างๆ ตามความต้องการของเจ้าของหรือผู้บริหารองค์การนั้นๆ
สารสนเทศ ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Information
สำหรับคำว่า Information นั้น พจนานุกรมเวบสเตอร์ ให้ความหมายไว้ว่า ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าสารสนเทศ เป็นความรู้และข่าวสารที่สำคัญที่มีลักษณะพิเศษ ทั้งในด้านการได้มาและประโยชน์ในการนำไปใช้ปฏิบัติ จึงได้มีการประมวลความหมายของสารสนเทศไว้ใกล้เคียงกัน ดังนี้

สารสนเทศ หมายถึงข้อมูลทั้งด้านปริมาณและด้านคุณภาพที่ประมวลจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ และวิเคราะห์แล้วสามารถนำมาใช้ได้ หรือนำมาประกอบการพิจารณาได้สะดวกกว่าและง่ายกว่า

สารสนเทศ คือข้อมูลที่ได้รับการประมวลให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายต่อผู้รับ และมีทั้งคุณค่าอันแท้จริง หรือที่คาดการณ์ว่าจะมีสำหรับการดำเนินงานหรือการตัดสินใจในปัจจุบันและอนาคต

สารสนเทศ หมายถึง ข่าวสารที่ได้จากการนำข้อมูลดิบมาคำนวณทางสถิติ หรือประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งข่าวสารที่ได้ออกมานั้นจะอยู่ในรูปที่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที

หากพิจารณาจากความหมายของสารสนเทศที่กล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นว่าสารสนเทศมีคุณลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ

1. เป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว
2. เป็นรูปแบบที่มีประโยชน์ นำไปใช้งานได้
3. มีคุณค่าสำหรับใช้ในการดำเนินงานและการตัดสินใจ

เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ประมวลผล และเผยแพร่สารสนเทศ ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีคมนาคม

เทคโนโลยีสารสนเทศ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Information Technology หรือ IT

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานด้านการศึกษา อันได้แก่ การจัดเก็บข้อมูล และประมวลผลฐานข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศช่วยการเรียนการสอน การวางแผนและการบริหารการศึกษา การวางแผนหลักสูตร การแนะแนวและบริการ การทดสอบวัดผล การพัฒนาบุคลากร

เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นที่นิยมประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน อาทิ

1. ระบบสารสนเทศช่วยในการเรียนการสอน
2. การสอนทางไกลผ่านดาวเทียม
3. การประชุมทางไกลระบบจอภาพ
4. ระบบฐานข้อมูลการศึกษา
5. ระบบสารสนเทศเอกสาร

ความสำคัญ

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology หรือ IT) ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การบริการสังคม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านการศึกษา ซึ่งการมีบทบาทสำคัญนี้อาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอทีนั้นเปรียบเหมือนเครื่องจักรที่สามารถรองรับข้อมูลข่าวสารมาทำการประมวลผล และการแสดงผลตามที่ต้องการได้รวดเร็ว โดยอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ ช่วยในการจัดการ ได้แก่ โปรแกรมปฏิบัติการ โปรแกรมชุดคำสั่งต่างๆ และที่สำคัญคือ ผู้ที่จะตัดสินใจหรือสั่งการให้ทำงานได้ถูกต้องตามเป้าหมาย ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ใช้ ผู้บริหาร และผู้ชำนาญการ หรือนักเทคโนโลยีสารสนเทศโดยตรง

รัฐบาลไทยในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญ เล็งเห็นประโยชน์และคุณค่าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยใน พ.ศ. 2535 ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ” ขึ้น โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและให้มีรองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน มีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐบาลและเอกชน และได้มอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการฯ มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศต่อคณะรัฐมนตรี ทั้งในเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสร้างบรรยากาศ ให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการดำเนินงานด้านต่างๆ
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการและการดำเนินการตามแผนดังกล่าวโดยแบ่งเป็น 4 ช่วงได้แก่

ช่วงที่ 1 : การมีการใช้คอมพิวเตอร์ในงานทั่วไป (พ.ศ. 2536-2538)
ช่วงที่ 2 : การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (พ.ศ. 2536-2539)
ช่วงที่ 3 : การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (พ.ศ. 2537-2540)
ช่วงที่ 4 : การใช้คอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ (พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป)

การดำเนินการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษานั้น ดำเนินการมาก่อนหน้านี้อีก คือเริ่มดันในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ซึ่งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งได้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งในด้านการเรียนการสอนโดยมีหลักสูตรการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิชาการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการสื่อสารโทรคมนาคม มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการบริหารงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการลงทะเบียนนักศึกษา สำหรับกระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้จัดตั้งศูนย์สารสนเทศขึ้นในปี พ.ศ. 2522 ในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ทางด้านทบวงมหาวิทยาลัย ได้จัดประชุมระดับภูมิภาคอาเซียน เรื่องการศึกษาและระบบสารสนเทศภายใต้โครงการพัฒนาการศึกษาอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2523 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาการสารสนเทศทางการศึกษาของประเทศ
พ.ศ. 2526 ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและปฏิบัติการของระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา (ศ.ส.ษ.) ขึ้น โดยความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีข้อมูลและสารสนเทศที่มีคุณภาพทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการ และเพื่อเป็นศูนย์กลางในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสารสนเทศทางการศึกษาที่จำเป็นต่อการกำหนดนโยบายการวางแผนการศึกษาและการพัฒนาการศึกษาของประเทศ นอกจากนั้นยังมีหน้าที่กำหนดนิยามที่จำเป็นต้องใช้ในระบบสารสนเทศทางการศึกษา กำหนดมาตรฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำแนกข้อมูลและจัดกระทำข้อมูลเพื่อให้ได้สารสนเทศ ที่สามารถนำไปใช้ได้ตามความต้องการ รวมทั้งการกำหนดขอบข่ายการประสานงานของระบบสารสนเทศทางการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศทางการศึกษาของประเทศ
ในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ ในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 มีแผนงานหลักเพื่อพัฒนาการศึกษาอยู่ 9 แผนงานหลัก แผนงานหลักที่ 9 เป็นแผนเรื่องการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศึกษา ในแผนงานหลักที่ 9 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศึกษานั้นได้มีแนวคิดว่า สำหรับระบบการศึกษาก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและสารสนเทศเช่นเดียวกันโดยหน่วยงานทางการศึกษาและที่เกี่ยวข้องได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การจัดเก็บ การให้บริการและแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศที่ใช้ในการกำหนดนโยบาย การวางแผนพัฒนาการศึกษา การบริหารการศึกษา และการจัดการศึกษาให้เป็นระบบ ที่มีรูปแบบและมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเรียนการสอนทุกระดับการศึกษา
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษาและที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะเป็นไปอย่างอิสระทำให้ขาดความเป็นเอกภาพ ประกอบกับขาดความพร้อมทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อเชื่อมระบบซอฟแวร์ เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อันได้แก่ ปัญหาการผลิตข้อมูลปฐมภูมิที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ผู้ต้องการใช้ ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลทุติยภูมิ ปัญหาการประสานงานเครือข่าย รวมทั้งปัญหาการดำเนินงานสารสนเทศ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ส่งผลไปถึงการจัดการศึกษาที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงาน
จากปัญหาข้างต้น จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา โดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาและที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถประสานการดำเนินงาน และการนำทรัพยากรมาใช้ในการบริหารการวางแผนการจัดการศึกษา และการฝึกอบรมร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติเป็นหน่วยประสานงานกลาง ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา

ความเป็นมา

ประเทศไทยได้เริ่มใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปีแล้ว เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2506 เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเป็นเครื่อง IBM 1401 ติดตั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อจัดทำสถิติและสัมมโนประชากร ต่อมา พ.ศ. 2527 รัฐบาลได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการคอมพิวเตอร์แห่งชาติ” ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติการจัดหาคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการ พ.ศ. 2534 รัฐบาลได้ยุบคณะกรรมการคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เพื่อให้หน่วยราชการต่างๆ มีความคล่องตัวในการจัดหาคอมพิวเตอร์ เพราะคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลง และนิยมใช้แพร่หลายขึ้น
พ.ศ. 2535 มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ จากนั้นคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติได้แต่งตั้งอนุกรรมการด้านต่างๆ 7 ด้านได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การค้าระหว่างประเทศ การวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีสาร-สนเทศ การวางแผนพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในหน่วยงานของรัฐ การพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีคมนาคม เข้ามาใช้ในการจัด การพัฒนา และเผยแพร่สารสนเทศให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ภายใต้การประสานงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ การดำเนินการด้านนี้กล่าวโดยสรุปได้ ดังนี้
1. พ.ศ. 2522 กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งศูนย์สารสนเทศขึ้น ได้นำระบบ Mainframe มาใช้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 และขยายเครือข่าย On-line ไปยังกรมต่างๆ ในสังกัด 14 กรม รวมทั้งการเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ นอกจากนี้ยังได้จัดหาอุปกรณ์ไมโครคอมพิวเตอร์ให้หน่วยงานศึกษาธิการในระดับเขตการศึกษา ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ สำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารและการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
2. ศูนย์สารสนเทศทบวงมหาวิทยาลัย มีระบบคอมพิวเตอร์ทั้งระดับ Mainframe และ Mini Computer และไมโครคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ สำหรับการวางแผนและการบริหารกิจกรรมในทบวงมหาวิทยาลัย
3. สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ มีความก้าวหน้าในการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารการเรียนการสอน การทะเบียน การวิจัย และประเมินผล รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสถาบันต่างๆ เช่น เครือข่าย Internet ไทยสาร CUNET และ PULINET
4. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีศูนย์สารสนเทศทางการศึกษา รับผิดชอบในการวางแผนและพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ
ในขณะนี้ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาแล้วได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายสารสนเทศของกระทรวงศึกษาธิการ เครือข่ายสารสนเทศทบวงมหาวิทยาลัย เครือข่ายสารสนเทศสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เครือข่ายสารสนเทศสาธารณะ อันได้แก่ เครือข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งหลาย และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษามีกว้างขวางขึ้น
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ได้ทดลองดำเนินการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. 2538 โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดได้มีและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้ยกระดับการศึกษาของเยาวชนไทย และส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งความรู้ที่มีอยู่ทั่วโลก โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ การดำเนินงานมีโครงการย่อย 3 โครงการ
1. โครงการอินเตอร์เน็ตมัธยม โดยเน้นการติดตั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้โรงเรียนสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้
2. โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของโรงเรียนในชนบท เน้นการจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เบื้องต้นให้แก่โรงเรียน เพื่อใช้ในการพิมพ์และคำนวณอย่างง่าย ผู้รับผิดชอบโครงการได้แก่ คณะกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับกรมสามัญศึกษาและบริษัทที่สนับสนุนโครงการ
3. โครงการจัดตั้งตู้หนังสือเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการจัดสร้างตู้หนังสือที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่อ่านได้ทั่วไปเพื่อให้ครูและนักเรียนได้ใช้ศึกษาค้นคว้า
นอกจากนี้แล้วยังสามารถทำเพื่อการประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรโดยการประชาสัมพันธ์นั้นถือเป็นหน้าตาขององค์กรที่จะสร้างความประทับใจแรกพบของกลุ่มประชาชนเป้าหมาย ในปัจจุบันทุกหน่วยงานล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับงานประชาสัมพันธ์ ได้พยายามหาเทคนิควิธีต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์งานประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ สื่อประชาสัมพันธ์ทางอินเตอร์เน็ตจึงเป็นสื่อสำคัญที่นำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ทางการศึกษา
การสร้างงานประชาสัมพันธ์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือสถาบันผู้ที่ทำหน้าที่ในการนำงานประชาสัมพันธ์สื่อสายตาประชาชน ข่าวสารในการประชาสัมพันธ์ได้แก่เนื้อหาสาระที่จะส่งไปยังกลุ่มเป้าหมาย สื่อในการประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่นำข่าวสารผ่านสื่อหรือช่องทางไปยังกลุ่มเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์นั้นๆ เพื่อให้ได้รับเนื้อหาสาระจากสื่อในการประชาสัมพันธ์ สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญคือการเลือกสื่อในการประชาสัมพันธ์ สื่อในการประชาสัมพันธ์นั้นจะต้องมีความเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างไกล มีความน่าสนใจในตัวของสื่อเอง โดยสื่อที่จำกล่าวถึงนี้คือ การนำสื่ออินเตอร์เน็ตมาใช้ในประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ทางการศึกษา

ที่มา : เทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา (11-15) โดย ชม ภูมิภาค
เนื้อหาประกอบสารนิพนธ์ “การออกแบบและสร้างเว็บไซต์ของ รร.ชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี”
จัดทำโดย : กัญญาภัค แม๊คมานัส

Copyright(c) by CsJoy.Com, All rights reserved. เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิคส์ 0207314801370

วิธีการทำโดนัท

วิธีการทำโดนัท